องค์กรเครือข่าย
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คุณค่าทางจิตใจของการแต่งงานคืออะไร? คนที่แต่งงานแล้วมักเป็นคนมีความสุขและมีสวัสดิภาพในชีวิต เมื่อรู้สึกท้อแท้ใจก็สามารถอดทนได้ ไม่ค่อยรู้สึกเปล่าเปลี่ยว และมีแนวโน้มในการควบคุมความเครียดได้ดีกว่า

อุตสาหกรรมบันเทิงจาก Hollywood มักพยายามยัดเยียดความคิดให้กับเราว่า “การไม่ต้องแต่งงานนั้นดีกว่า เพราะขอเพียงแค่ชีวิตมีความสุขเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่เห็นจะต้องกังวลใจกับการแต่งงาน หรือการมีชีวิตครอบครัวให้มากเรื่องเลย” อย่างไรก็ตาม ความคิดแบบนี้ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

ทำไมการแต่งงานจึงมีประโยชน์? ประการที่หนึ่ง การแต่งงานช่วยส่งเสริมและปกป้องให้เราเป็นคนเข้มแข็ง การแต่งงานให้พลังชีวิตและพลังงานเพื่อให้เรา สามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องทำในสังคม สิ่งนี้รวมถึงการมีความรับผิดชอบด้วย คนแต่งงานแล้วมักมีพลังงานในการทำงานมากกว่า นี่เป็นเรื่องลี้ลับ เมื่อพิจารณากันในเรื่องคุณค่าทางสังคมที่เกิดจากการแต่งงานก็พบว่า การแต่งงานก่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คนแต่งงานแล้วจะรู้สึกรับผิดชอบ ในเรื่องเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นและจะต้องการเงินสำหรับใช้จ่ายมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม คู่สมรสมักมีความมั่งคั่งมากกว่าคนที่หย่าร้างโดยเฉลี่ยประมาณสี่เท่า หรือเมื่อพิจารณาในเรื่องความสามารถในการผลิต ผู้ใหญ่หรือเด็กที่มาจากครอบครัวที่ดีจะทำงานหรือเรียนได้ดีกว่า ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่และเด็กเหล่านี้ต่างถูก หล่อเลี้ยงด้วยความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่ดีนี้ช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการทำงานให้แก่เรา สุดท้าย ผู้ใหญ่ที่เป็นโสดก็ยังต้องการการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพมากกว่าคนที่แต่งงานแล้วด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือ FBI Law Enforcement Bulletin ของ FBI ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิด ระบุว่าอาชญากรรมที่รุนแรงทั้งหมดที่เกิดในสหรัฐ ฯ เกิดจากการกระทำของวัยรุ่นกับผู้ใหญ่เพศชายที่เป็นโสดมากถึงร้อยละ 90 เช่นเดียวกัน ในสถานดัดสันดานและเรือนจำ มีเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่มี พ่อหรือแม่เพียงคนเดียวมากถึงร้อยละ 75 และมีฆาตกรวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่แตกแยกมากถึงร้อยละ 70

เรามักมีแนวโน้มที่จะเป็นห่วงเป็นใยในทรัพย์สมบัติที่เป็นวัตถุค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น เราต้องมั่นใจว่ารถของเราจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เรามักห่วง กันว่าเมื่อเราเติมน้ำมัน น้ำมันที่เติมนั้นจะไหลลงถังน้ำมัน ไม่ใช่ไหลลงหม้อน้ำ เราต้องการความมั่นใจว่าบ้านของเรานั้นได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ฐานะทางการเงินของเราต้องมีสภาพคล่องตลอดเวลา แต่กับเรื่องครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เรากลับพบว่า เราไม่ค่อยคำนึงถึง หรือดูแลเอาใจใส่มาก เท่าใดนัก เรามักไม่ค่อยทุ่มเทและไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำอย่างไรจึงสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพี่กับน้อง ถึงกระนั้นก็ตาม ครอบครัวก็ยังคงมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตของเรา

แล้วครอบครัวสำคัญอย่างไร? ครอบครัวมีความสำคัญ เพราะครอบครัวเป็นโรงเรียนของความรักที่แท้จริง ครอบครัวเป็นส่วนเกื้อหนุนให้หัวใจ และบุคลิกภาพ ของเราให้เจริญเติบโต ครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่สอนให้เราเป็นคนดีเพราะครอบครัวช่วยปลูกฝังจิตสำนึก และมโนธรรมที่ดีให้เรา ทำให้เรารู้จักแยกแยะ ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรทำ สิ่งใดพึงละเว้น ดังนั้น เราจึงสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้ภายในสังคมสมัยใหม่ที่มีสิ่งล่อลวงมากมาย ครอบครัวยังช่วย สร้างแบบแผนความสัมพันธ์ในสังคม เพราะเราสามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ทุกอย่างในสังคมได้ในครอบครัว โดยผ่านการเรียนรู้ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อแม่กับลูก ระหว่างสามีภรรยา และระหว่างพี่น้อง ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสังคมได้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราออกไปใช้ชีวิตในสังคม และพบปะกับคนที่อายุมากกว่า เราก็สามารถปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นได้เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อพ่อแม่ หรือปู่ย่า ตายายของเรา หรือเมื่อเราพบปะกับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา เราก็สามารถปฏิบัติต่อเขาหรือเธอได้เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อพี่น้องของเรา ลักษณะ ต่างๆ เหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ พื้นฐานที่มั่นคงของครอบครัวก็คือ การถือประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นใหญ่ โดยการให้ความสนใจ กับผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ชีวิตสมรสมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ถ้าสามีภรรยามีศูนย์กลางของความสัมพันธ์ที่อยู่สูงกว่าตนเอง ศูนย์กลางนั้นได้แก่ หัวใจและมโนธรรม ซึ่งจะทำให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ต่อกันและกันได้ และโดยมโนธรรม ได้ทำให้เราเป็นคนที่ชอบธรรม หรือคนมีศีลธรรมที่เชื่อว่าความดี จะทำให้เรามีพลังงานกับมีอำนาจในการดำรงชีพและมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุขมากขึ้น ดร. รอส แคมป์เบล นักจิตวิทยาเด็กพบว่าครอบครัวที่มีศีลธรรม และ จริยธรรมและเชื่อในระบบความดีล้วนเป็นครอบครัวที่มีความสุขสูงสุด

ครอบครัวคือเสาหลักที่ค้ำจุนเสรีภาพในโลก เพราะทุกประเทศมีครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐาน ครอบครัวยังเป็นสถานที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม ครอบครัวเป็น ประสบการณ์ร่วมของคนทุกชนชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนาความเชื่อ ในปัจจุบัน วิชาวิศวกรรมสังคมที่พยายามทำการทดลองว่า ทำอย่างไรจึงจะจัดระเบียบ สังคมได้โดยไม่ต้องมีสถาบันครอบครัวก็ต่างล้มเหลว ไม่มีใครประสบความสำเร็จแม้แต่คนเดียว เมื่อเรามองย้อนในประวัติศาสตร์ ไม่มีความรุ่งเรืองใดที่ สามารถแทนที่สถาบันครอบครัวได้ Margaret Meade นักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงได้เป็นพยานว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวคือพื้นฐานของหลักการเอกภพ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของกฎธรรมชาติอันเป็นเนื้อแท้ของของมนุษย์ และยืนยันการมีชีวิตอย่างมีความสุขของเรา มันไม่ ใช่กฎที่ถูกสร้างโดยรัฐบาลหรือประเพณีใด ๆ ครอบครัวอยู่นอกเหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หากเราฝ่าฝืนกฎธรรมชาติที่ปกครองเอกภพนี้ ผลร้ายจะเกิดตามมา

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราฝืนหลักการเอกภพที่ปกครองสังคมที่เราดำเนินชีวิตอยู่ ผลที่ตามมาก็คือความทุกข์ทรมานของสังคมและของแต่ละบุคคล Stephen Covey ผู้เขียนหนังสือ หลักการของความเป็นผู้นำกล่าวว่า หลักการทั่วไปของเอกภพได้ถักถอเข้าไปในผืนผ้าของทุกสังคมที่รุ่งเรือง และประกอบขึ้น เป็น รากเหง้าของทุกสถาบันที่คงทนและรุ่งเรือง

พื้นฐานความมั่นคงของครอบครัวคืออะไร? พื้นฐานนั้นก็คือความสัมพันธ์ของความรัก 4 รูปแบบที่มนุษย์ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่เด็ก จนเติบใหญ่ และเมื่อบุคคล นั้นมีวุฒิภาวะพร้อม เขาก็สามารถมีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาได้โดยผ่านการแต่งงาน และบรรลุระดับของความบริบูรณ์โดยการเป็นพ่อแม่

ในศตวรรษนี้มีการใช้แบบแผนการเติบโตที่แตกต่างกันหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น แบบแผนการเติบโตของ Jean Piaget (จีน เปียเจท์) ระดับขั้นพัฒนาการ ตัวตนของ Erik Erickson แบบแผนพัฒนาการทางศีลธรรมของ Lawrence Kohlberg อย่างไรก็ตาม ดร.ซัน เมียง มูน มีแบบแผนพัฒนาการแบบใหม่ที่ หยั่งลึกลงในชีวิตของเรา นั่นคือ พัฒนาการของความรัก 4 รูปแบบ

ความรักไม่ได้พัฒนาขึ้นในทันทีทันใด แต่พัฒนาผ่านขั้นต่าง ๆ ทีละขั้น และแต่ละขั้นก็มีความมุ่งหมายกับคุณภาพของการให้และการรับที่เฉพาะตัว แต่ละขั้น มีบทเรียนกับรูปแบบอุดมคติที่เฉพาะตัวด้วย เป้าหมายชีวิตของเด็กคือการเติบโตขึ้นและบรรลุหัวใจที่บริบูรณ์ การบรรลุอุดมคติอย่างนี้หมายถึงการบรรลุ ความสมบูรณ์ในขั้นต่างๆ ของพัฒนาการของความรัก โดยผ่านการเติบโตผ่านกระบวนการเหล่านี้ก็ทำให้ความสามารถของความรักของเราสมบูรณ์

พัฒนาการความรักเป็นขั้นตอนดำเนินไปอย่างไร? ความรักของพ่อแม่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดซึ่งเป็นตำแหน่งที่เราพยายามจะไปให้ถึง พ่อแม่ทุ่มเทความรักลง มาสู่ลูก ความรักนี้เป็นสารหล่อเลี้ยงที่ลูกต้องการ ลูกอยู่ในตำแหน่งของการได้รับและถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรักของพ่อแม่ การได้รับความรักนี้คือ ประสบการณ์ แรกในเรื่องความรักในชีวิตมนุษย์ ประสบการณ์ที่ได้รับความรักจากพ่อแม่นี้ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความกตัญญูกตเวที และขณะเดียวกับที่เขากำลังเจริญเติบโต เขาจะเริ่มรับรู้ว่ายังมีคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเขาด้วย และแล้วเขาก็เริ่มรู้จักที่จะมีการให้และการรับ ดังนั้น เพื่อมีความรักที่สมบูรณ์ในขั้นนี้ วัยรุ่นเหล่านี้ต้องสืบ ความรักของลูก เอาไว้ด้วย เราเรียกขั้นนี้ว่า ความรักของพี่น้องและผองเพื่อน ซึ่งรวมเอาความรักของลูกเอาไว้ด้วย ระดับขั้นของพัฒนาการขั้นสูงสุดถัดไปคือ ความรักระหว่างสามีภรรยา ความสัมพันธ์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือเป็นประสบการณ์ที่มีเฉพาะระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น ไม่ใช่กับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ เพื่อให้ความรักในขั้นนี้สมบูรณ์ ความรักระหว่างสามีภรรยาต้องตั้งบนพื้นฐานคือความรักของลูกกับความสามารถในการให้และรับความรัก ความรักทั้งสอง นี้มี ความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคู่สมรสได้สืบผลจากความรักทั้งสองนั้นแล้ว นอกจากจะรักกันอย่างคู่รักแล้ว เขาทั้งสองยังสามารถรักกันได้ทั้งในฐานะพี่ชายกับน้อง สาว หรือในฐานะพ่อและแม่ได้ด้วย

หน้า
<< ย้อนกลับ    1    2    3   4   5   ถัดไป >>
 
 
หน้าหลัก  |  เกี่ยวกับเรา  |  กิจกรรม  |  ติดต่อเรา